ข้อมูล T1D

ไอคอน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ

เกี่ยวกับเรา

โรคภัยไม่อาจหยุดฝัน: การเดินทางของลีฟฟี่กับเบาหวานชนิดที่1

เรียบเรียงโดย: 06.05.2026

Anne-Charlotte Ficheroulle

Pharmacist, Education Manager, A4D

ในปี 2017 ลีฟฟี่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานชนิดที่1 ขณะนั้นเธอมีอายุเพียง 9 ปี ข่าวนี้ไม่เพียงเปลี่ยนชีวิตของลีฟฟี่ แต่ยังพาเธอออกเดินทางสู่เส้นทางที่ตัวเธอเองก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
วินาทีแรกที่ได้รู้ข่าว ลีฟฟี่ทั้งสับสน ตกใจ และกังวลถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ สิ่งที่หมอพูดฟังดูน่าสับสน ทุกอย่างถาโถมเข้ามา ทั้งศัพท์ทางการแพทย์ และกฎข้อบังคับต่างๆ แต่ความกลัวเหล่านั้นก็ไม่อาจเอาชนะจิตใจที่เข็มแข็งของเธอได้ ลีฟฟี่ได้ตัดสินใจแล้วว่าเธอจะเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งที่เป็น และใช้ชีวิตในแบบที่เธอต้องการ

การจัดการกับโรคเบาหวานไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ลีฟฟี่ต้องทดสอบค่าน้ำตาลในเลือดวันละหลายครั้ง ซึ่งนั่นหมายถึงการเอาเข็มทิ่มนิ่วตัวเองวันละหลายต่อหลายหน ไหนจะยังต้องฉีดอินซูลิน วันละ 4 ครั้ง พร้อมกับต้องปรับปริมาณอินซูลินให้เหมาะสมกับมื้ออาหารและกิจกรรมที่ทำอย่างระมัดระวังอีกด้วย
ตอนแรกๆ กิจวัตรเหล่านี้ช่างเป็นเรื่องที่น่ากลัว แต่ไม่นานทั้งหมดนี้ก็กลายเป็นแค่อีกหนึ่งเรื่องทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวันเท่านั้น เหมือนการแปรงฟันและผูกเชือกรองเท้า

แม้ลีฟฟี่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ แต่บางครั้งเธอก็ยังอดกังวลไม่ได้ ลีฟฟี่กลัวว่าเหตุการณ์ไม่คาดคิดจะเกิดขึ้น ค่าน้ำตาลในเลือดของเธออาจลดต่ำลงจนทำให้เวียนหัวและรู้สึกอ่อนแรง เธอกังวลถึงการรับผิดชอบดูแลสุขภาพตัวเองในระยะยาว เพราะข้อผิดพลาดเล็กน้อยสามารถนำไปสู่ความเสียหายอันใหญ่หลวงตามมาในภายหลังได้

โรคเบาหวานอาจสร้างความท้าทายให้ลีฟฟี่มากมาย แต่เธอไม่เคยยอมปล่อยให้มันมากำหนดอนาคตของเธอ ลีฟฟี่อยากสร้างผลงานดีๆ ที่โรงเรียน เธอถึงขนาดฝันอยากเป็นนางแบบ สิ่งที่เธอต้องการคือการใช้ชีวิตตามสิ่งที่ใจรักโดยไม่ปล่อยให้สภาพร่างกายมาฉุดรั้งเธอเอาไว้ ลีฟฟี่มักจะกล่าวเตือนตัวเอง "เบาหวานไม่ใช่ทั้งหมดของตัวฉัน มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น"

ลีฟฟี่ไม่ได้เผชิญกับเรื่องนี้โดยลำพัง ครอบครัวของลีฟฟี่อยู่เคียงข้างเธอเสมอ พวกเขาเรียนรู้วิธีรับมือกับโรคเบาหวานไปพร้อมๆ กับเธอ ติดตามค่าน้ำตาลในเลือดไปด้วยกัน และร่วมฉลองด้วยกันในทุกครั้งที่ผลค่าน้ำตาลในเลือดออกมาดี หรือตอนที่ลีฟฟี่ได้เรียนรู้วิธีใหม่ในการดูแลตัวเอง
เพื่อนๆ ของลีฟฟี่เองก็มีส่วนช่วยเธอ โดยจะคอยเตือนให้เธอเช็กระดับน้ำตาลในเลือด หรือคอยดูให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้กำลังรู้สึกโดดเดี่ยว และเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมอยู่เสมอ
อีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญ คือคุณหมอและทีมแพทย์ที่คอยอยู่เคียงข้างเธอ ให้คำแนะนำในการข้ามผ่านทุกเรื่องดีร้ายในการจัดการกับโรคเบาหวาน
ทุกแรงใจจากคนรอบข้าง ช่วยย้ำเตือนให้ลิซซี่รู้ว่าเธอไม่ได้ต่อสู้กับโรคเบาหวานอยู่เพียงลำพัง

เบาหวานชนิดที่1 ได้เปลี่ยนชีวิตลีฟฟี่ไปในแบบที่เธอเองก็ไม่เคยนึกฝันมาก่อน เธอเรียนรู้ที่จะเข้าใจร่างกายตัวเอง คอยสังเกตทุกครั้งที่ค่าน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำจนเกินไป และหาทางรับมืออย่างทันท่วงที เบาหวานได้สอนเธอว่าการดูแลตัวเองนั้นสำคัญอย่างไร ไม่ใช่เพียงแค่ด้านร่างกาย แต่รวมถึงด้านจิตใจด้วยเช่นกัน

ลีฟฟี่ได้เรียนรู้และเข้าใจว่าทุกคนต่างก็มีเรื่องยากที่ต้องเผชิญ การดูแลเอาใจใส่ที่เธอได้รับทำให้ลีซซี่ตระหนักได้ว่ากำลังใจที่ดีมีพลังมหาศาลมากมายขนาดไหน

เมื่อได้เป็นผู้รับ จึงรู้จักที่จะเป็นผู้ให้ ตอนนี้ลีฟฟี่พยายามที่จะส่งต่อกำลังใจแบบเดียวกันไปให้ผู้คนรอบๆ ตัวเธอ

ลีฟฟี่อยากบอกให้เด็กที่เป็นเบาหวานได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว "การจัดการกับเบาหวานเป็นเรื่องยาก แต่ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ เบาหวานไม่ได้ทำให้ฝันของเราอยู่ไกลออกไป" ลีฟฟี่ยังให้กำลังใจและแนะนำให้ทุกคนคิดบวกเข้าไว้ ขอความช่วยเหลือเมื่อต้องการ และอย่าหยุดเดินตามความฝัน

เรื่องราวของลีฟฟี่ไม่ใช่เพียงเรื่องการอยู่ร่วมกับเบาหวานชนิดที่1 เรื่องราวสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ความสุข และความกล้าหาญ เธอเชื่อว่าเธอจะข้ามผ่านวันร้ายๆ ไปได้ด้วยความมุ่งมั่นและการซัพพอร์ตที่ดี นั่นคือข้อความสำคัญที่เธอต้องการแบ่งปัน "ไม่ว่าอุปสรรคจะหน้าตาเป็นอย่างไร คุณจะผ่านมันไปได้ เพราะคุณแกร่งกว่าที่ตัวเองคิด"

สำหรับลีฟฟี่แล้ว เบาหวานมีมากกว่าแค่การถูกเจาะตรวจเลือด และตัวเลขค่าน้ำตาล แต่มันคือการค้นพบความแข็งแกร่งในตัวเอง การเดินตามความฝัน และการเล็งหาความสุขในทุกส่วนของการเดินทาง

ไอคอน ข้อสงวนสิทธิ์: