ข้อมูล T1D
ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
เบาหวานขึ้นตา อาการแทรกซ้อนในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1
เรียบเรียงโดย: 06.05.2026
ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคเกี่ยวกับดวงตาชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy) ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงสะสมเป็นเวลานาน จนเข้าไปทำลายหลอดเลือดฝอยในดวงตา ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยง "จอประสาทตา" ได้ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ทำงานผิดปกติ ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจนและอาจรุนแรงถึงขั้นตาบอดได้หากไม่ได้รับการป้องกัน
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ส่งผลกระทบต่อดวงตาได้หลายรูปแบบไม่ได้มีแค่ภาวะเบาหวานขึ้นตาเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงโรคตาอื่นๆ ที่เสี่ยงเป็นง่ายกว่าคนทั่วไปด้วย ผลกระทบหลักๆ ที่เกิดขึ้นกับดวงตา มีดังนี้
ภาวะเบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy) เป็นผลกระทบที่พบบ่อยที่สุดและน่ากลัวที่สุด เกิดจากน้ำตาลในเลือดสูงเข้าไปทำลายหลอดเลือดฝอยที่จอประสาทตา (Retina) ทำให้หลอดเลือดรั่ว บวม หรืออุดตัน จนเลือดไปเลี้ยงจอตาไม่พอ ร่างกายจึงพยายามสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่หลอดเลือดใหม่เหล่านี้มักไม่แข็งแรง เปราะ และแตกง่าย ทำให้เลือดออกในตา ส่งผลให้ตามัว มองเห็นจุดดำลอยไปมา หรือตาบอดได้
ต้อกระจก (Cataracts) ภาวะที่เลนส์ตาขุ่นมัว แม้คนทั่วไปจะเป็นโรคนี้เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น แต่ผู้เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงที่จะเป็น "เร็วขึ้น" และ "รุนแรงกว่า"คนปกติ เพราะระดับน้ำตาลที่สูง จะไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโปรตีนในเลนส์ตา ทำให้เลนส์ขุ่นและหนาตัวขึ้น จนแสงผ่านเข้าตาได้น้อยลง ภาพที่เห็นจึงมัวเหมือนมีหมอกบัง
ต้อหิน (Glaucoma) ภาวะที่มีความดันในลูกตาสูงจนไปกดทับและทำลายขั้วประสาทตา ผู้เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงเป็นต้อหินมากกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่า โดยมักไม่มีอาการเตือนในระยะแรก แต่จะค่อยๆ สูญเสียการมองเห็นจากด้านข้าง (ลานสายตาแคบลง) และอาจตาบอดถาวรได้หากไม่รักษา
อาการทางตาอื่นๆ ชั่วคราว เช่น สายตาเปลี่ยนชั่วคราว ในช่วงที่น้ำตาลในเลือดแกว่ง (สูงมากหรือต่ำมาก) อาจทำให้เลนส์ตาบวมหรือยุบตัว ส่งผลให้สายตาสั้นหรือยาวเปลี่ยนไปมาได้ ทำให้มองไม่ชัดชั่วคราว (เมื่อคุมน้ำตาลได้ สายตาจะกลับมาปกติ)
การควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก มีดังนี้
ระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมระดับ HbA1c ให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมาย เพื่อชะลอความเสื่อมของหลอดเลือด
ความดันโลหิต ควบคุมให้ต่ำกว่า 130/80 mmHg เพื่อลดแรงดันที่กระทำต่อหลอดเลือดฝอยในตา
ไขมันในเลือด ควบคุมระดับไขมันเพื่อป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม งดการสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด เนื่องจากสารนิโคตินเพิ่มความเสี่ยงต่อการหดตัวและตีบตันของหลอดเลือด และควรออกกำลังกายสม่ำเสมอภายใต้คำแนะนำของแพทย์
การตรวจคัดกรอง ผู้ป่วยควรเข้ารับการตรวจจอประสาทตาโดยการขยายม่านตา (Dilated Eye Exam) โดยจักษุแพทย์ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากเริ่มมีภาวะแทรกซ้อน แพทย์อาจนัดตรวจติดตามถี่ขึ้นตามความรุนแรงของโรค
ภาวะเบาหวานขึ้นตาและโรคตาอื่นๆ เป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น แต่สามารถส่งผลรุนแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นถาวรได้ กุญแจสำคัญในการรักษาการมองเห็นคือ "การป้องกันเชิงรุก" ผ่านการควบคุมระดับน้ำตาลอย่างเคร่งครัด และการตรวจคัดกรองดวงตาอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ได้รับการรักษาทันท่วงทีหากพบความผิดปกติ
ดังนั้น ผู้เป็นเบาหวานจึงควรควบคุมอาการของโรคเบาหวานให้ดี เพราะการดูแลตนเองอย่างเหมาะสมคือวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรคเบาหวาน อย่าลืมว่า ผู้เป็นเบาหวานยังมีความเสี่ยงต่อสภาวะต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และปัญหาเกี่ยวกับไต ดังนั้น จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยและความเสี่ยงต่าง ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้ยังคงมีสุขภาพดีต่อไป