ข้อมูล T1D
ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
การจัดการภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
เรียบเรียงโดย: 06.05.2026
ระดับน้ำตาลในเลือด คือปริมาณของน้ำตาลกลูโคสที่อยู่ในเลือด เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 250 มก./ดล. จะเรียกว่าภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงมากอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายอย่างรุนแรงซึ่งต้องได้รับการรักษาโดยทันที
หากไม่ได้รับการรักษา ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงอาจรุนแรงขึ้น และก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นกรณีฉุกเฉิน เช่น โคม่าจากโรคเบาหวาน หรือภาวะเลือดเป็นกรด
การมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไปเป็นระยะเวลานานมักทำให้เส้นประสาท หลอดเลือด และอวัยวะสำคัญต่าง ๆ เสียหายได้ และนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงต่าง ๆ เช่น หัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง ไตวาย ตาบอด แผลเท้าเบาหวานเรื้อรัง และการต้องตัดขา เป็นต้น
น้ำตาลในเลือดสูง อาการ และสัญญาณเตือน อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
ทั้งนี้ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง อาการมักปรากฏ ดังนี้
กระหายน้ำตลอดเวลา
ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน
ตามัว
เหนื่อยตลอดเวลา
ปากแห้ง
ในกรณีที่มีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงค่อนข้างรุนแรง อาจมีอาการดังนี้
คลื่นไส้
อาเจียน
ปวดท้อง
หายใจหอบเหนื่อย ลมหายใจมีกลิ่นคล้ายผลไม้
บางครั้งภาวะน้ำตาลในเลือดสูง อาจรุนแรงมากจนทำให้เป็นลมหรือหมดสติได้ หากมีอาการที่กล่าวมาข้างต้น ควรรีบเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที
การดูแลผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ต้องมีความสมดุลในสามเรื่องหลัก ๆ ได้แก่ ปริมาณอินซูลินที่ฉีด อาหารที่รับประทาน และการออกกำลังกาย
โดยปัจจัยทั้งสามข้อนี้ต้องสมดุลกัน หากอย่างใดอย่างหนึ่งไม่พอดี ก็อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติได้ โดยทั่วไปแล้วระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่าปกติอาจเกิดได้จากสาเหตุ ดังนี้
การไม่ใช้อินซูลินเมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องใช้หรือใช้ในปริมาณที่ไม่ถูกต้อง
อินซูลินหมดอายุ หรืออินซูลินเสื่อมสภาพจากการเก็บยาผิดวิธี
การไม่ทำตามแผนการรับประทานอาหาร เช่น การรับประทานอาหารหรือมื้อว่างบ่อยเกินไป
การรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำหวานมากเกินไป
การออกกำลังกายน้อยกว่าปกติ
การติดเชื้อ ภาวะเจ็บป่วย/ ไม่สบาย หรือการมีประจำเดือน
อารมณ์ เช่น ความตื่นเต้น หรือความเครียด
อาจเกิดขึ้นได้ชั่วคราว ช่วงระหว่างหรือหลังการออกกำลังกายที่หนักเกินไป
การใช้ยาชนิดอื่นที่มีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาสำหรับโรคเบาหวาน เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ เป็นต้น
ส่วนหนึ่งของแผนการจัดการโรคเบาหวานคือการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดวันละหลายครั้งด้วยเครื่องตรวจน้ำตาลกลูโคส ซึ่งจะช่วยให้ทราบได้ว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือไม่ ซึ่งในบางรายแม้ว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงแต่อาจไม่มีอาการ ดังนั้น ผู้ที่ไม่ได้ตรวจวัดอย่างสม่ำเสมออาจมีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงจนก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายโดยที่ไม่รู้ตัว
หากตรวจพบบ่อยครั้งว่าตนเองมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ควรแจ้งให้แพทย์ หรือทีมผู้ดูแลเบาหวานให้ทราบ เพื่อหาสาเหตุและปรับแผนการรักษาให้เหมาะสม
หากน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 250 มก./ดล. ต้องได้รับการดูแลและรักษาโดยด่วน
โดยปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้
ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดแล้วฉีดอินซูลินชนิดออกฤทธิ์สั้นตามที่แพทย์แนะนำ
หากไม่แน่ใจว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรต่อไปให้ติดต่อแพทย์หรือทีมผู้ดูแลเบาหวานประจำตัวของคุณ เพื่อสอบถามว่าคุณควรได้รับอินซูลินเพิ่มขึ้นในปริมาณเท่าใด
ดื่มน้ำให้มาก ๆ (อย่างน้อย 1 แก้วต่อชั่วโมง)
หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหักโหม
ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังผ่านไป 2 ชั่วโมง
หากระดับน้ำตาลในเลือดยังคงสูงเกิน 250 มก./ดล. ให้ติดต่อแพทย์/ ทีมผู้ดูแลเบาหวานประจำตัวทันที
หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 400 มก./ดล. แสดงว่าอาจมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงอย่างรุนแรง ให้ฉีดอินซูลินชนิดออกฤทธิ์สั้นทันที (10% ของปริมาณอินซูลินต่อวัน) และติดต่อแพทย์หรือโรงพยาบาลทันที
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้เมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติ หากมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง และในบางกรณีอาจรุนแรงจนถึงขั้นเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 การป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ถือเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการจัดการโรคเบาหวาน อาจเริ่มต้นด้วยการสังเกตอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน รวมถึงตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำเพื่อให้แน่ใจว่าอยู่ในระดับปกติเสมอ สิ่งสำคัญคือต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากแพทย์เป็นผู้ที่สามารถแนะนำวิธีจัดการกับโรคเบาหวานได้ดีที่สุด