ข้อมูล T1D

ไอคอน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ

เกี่ยวกับเรา

การจัดการภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

เรียบเรียงโดย: 06.05.2026

นางสาวอัณณ์ปัณณ์ จันทะวัน (Miss Annapann Jantawan)

ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ความรู้โรคเบาหวาน นักกำหนดอาหารวิชาชีพระดับอาวุโส (RD) และนักให้ความรู้โรคเบาหวาน (CDE) โรงพยาบาลวิมุต–เทพธารินทร์

1. ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง คืออะไร ?

ระดับน้ำตาลในเลือด คือปริมาณของน้ำตาลกลูโคสที่อยู่ในเลือด เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 250 มก./ดล. จะเรียกว่าภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงมากอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายอย่างรุนแรงซึ่งต้องได้รับการรักษาโดยทันที

หากไม่ได้รับการรักษา ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงอาจรุนแรงขึ้น และก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นกรณีฉุกเฉิน เช่น โคม่าจากโรคเบาหวาน หรือภาวะเลือดเป็นกรด

การมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไปเป็นระยะเวลานานมักทำให้เส้นประสาท หลอดเลือด และอวัยวะสำคัญต่าง ๆ เสียหายได้ และนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงต่าง ๆ เช่น หัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง ไตวาย ตาบอด แผลเท้าเบาหวานเรื้อรัง และการต้องตัดขา เป็นต้น

2. จะรู้ได้อย่างไรว่ามีน้ำตาลในเลือดสูง

น้ำตาลในเลือดสูง อาการ และสัญญาณเตือน อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

ทั้งนี้ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง อาการมักปรากฏ ดังนี้

  • กระหายน้ำตลอดเวลา

  • ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน

  • ตามัว

  • เหนื่อยตลอดเวลา

  • ปากแห้ง

ในกรณีที่มีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงค่อนข้างรุนแรง อาจมีอาการดังนี้

  • คลื่นไส้

  • อาเจียน

  • ปวดท้อง

  • หายใจหอบเหนื่อย ลมหายใจมีกลิ่นคล้ายผลไม้

บางครั้งภาวะน้ำตาลในเลือดสูง อาจรุนแรงมากจนทำให้เป็นลมหรือหมดสติได้ หากมีอาการที่กล่าวมาข้างต้น ควรรีบเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที

3. ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง มีสาเหตุจากอะไรได้บ้าง ?

การดูแลผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ต้องมีความสมดุลในสามเรื่องหลัก ๆ ได้แก่ ปริมาณอินซูลินที่ฉีด อาหารที่รับประทาน และการออกกำลังกาย

โดยปัจจัยทั้งสามข้อนี้ต้องสมดุลกัน หากอย่างใดอย่างหนึ่งไม่พอดี ก็อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติได้ โดยทั่วไปแล้วระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่าปกติอาจเกิดได้จากสาเหตุ ดังนี้

  • การไม่ใช้อินซูลินเมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องใช้หรือใช้ในปริมาณที่ไม่ถูกต้อง

  • อินซูลินหมดอายุ หรืออินซูลินเสื่อมสภาพจากการเก็บยาผิดวิธี

  • การไม่ทำตามแผนการรับประทานอาหาร เช่น การรับประทานอาหารหรือมื้อว่างบ่อยเกินไป

  • การรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำหวานมากเกินไป

  • การออกกำลังกายน้อยกว่าปกติ

  • การติดเชื้อ ภาวะเจ็บป่วย/ ไม่สบาย หรือการมีประจำเดือน

  • อารมณ์ เช่น ความตื่นเต้น หรือความเครียด

  • อาจเกิดขึ้นได้ชั่วคราว ช่วงระหว่างหรือหลังการออกกำลังกายที่หนักเกินไป

  • การใช้ยาชนิดอื่นที่มีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาสำหรับโรคเบาหวาน เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ เป็นต้น

4. การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดที่สูง

ส่วนหนึ่งของแผนการจัดการโรคเบาหวานคือการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดวันละหลายครั้งด้วยเครื่องตรวจน้ำตาลกลูโคส ซึ่งจะช่วยให้ทราบได้ว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือไม่ ซึ่งในบางรายแม้ว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงแต่อาจไม่มีอาการ ดังนั้น ผู้ที่ไม่ได้ตรวจวัดอย่างสม่ำเสมออาจมีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงจนก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายโดยที่ไม่รู้ตัว

หากตรวจพบบ่อยครั้งว่าตนเองมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ควรแจ้งให้แพทย์ หรือทีมผู้ดูแลเบาหวานให้ทราบ เพื่อหาสาเหตุและปรับแผนการรักษาให้เหมาะสม

5. ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง รักษาอย่างไร ?

หากน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 250 มก./ดล. ต้องได้รับการดูแลและรักษาโดยด่วน

โดยปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้

  • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดแล้วฉีดอินซูลินชนิดออกฤทธิ์สั้นตามที่แพทย์แนะนำ

  • หากไม่แน่ใจว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรต่อไปให้ติดต่อแพทย์หรือทีมผู้ดูแลเบาหวานประจำตัวของคุณ เพื่อสอบถามว่าคุณควรได้รับอินซูลินเพิ่มขึ้นในปริมาณเท่าใด 

  • ดื่มน้ำให้มาก ๆ (อย่างน้อย 1 แก้วต่อชั่วโมง)

  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหักโหม

  • ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังผ่านไป 2 ชั่วโมง

หากระดับน้ำตาลในเลือดยังคงสูงเกิน 250 มก./ดล. ให้ติดต่อแพทย์/ ทีมผู้ดูแลเบาหวานประจำตัวทันที

หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 400 มก./ดล. แสดงว่าอาจมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงอย่างรุนแรง ให้ฉีดอินซูลินชนิดออกฤทธิ์สั้นทันที (10% ของปริมาณอินซูลินต่อวัน) และติดต่อแพทย์หรือโรงพยาบาลทันที

6. ข้อควรรู้

ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้เมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติ หากมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง และในบางกรณีอาจรุนแรงจนถึงขั้นเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 การป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ถือเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการจัดการโรคเบาหวาน อาจเริ่มต้นด้วยการสังเกตอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน รวมถึงตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำเพื่อให้แน่ใจว่าอยู่ในระดับปกติเสมอ สิ่งสำคัญคือต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากแพทย์เป็นผู้ที่สามารถแนะนำวิธีจัดการกับโรคเบาหวานได้ดีที่สุด

ทำแบบทดสอบเรื่องภาวะเลือดมีน้ำตาลมากกัน !

ไอคอน ข้อสงวนสิทธิ์: