ข้อมูล T1D
ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
การจัดการภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
เรียบเรียงโดย: 06.05.2026
ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า น้ำตาลในเลือด หมายถึง ปริมาณของน้ำตาลกลูโคสที่อยู่ในกระแสเลือด เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงจนเกินไป จะเรียกว่าภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยอย่างรุนแรงที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาในทันที
ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องรักษาระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงหรือต่ำจนเกินไปเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดต่อสุขภาพได้ จึงควรปรึกษาแพทย์ถึงเกณฑ์เป้าหมายในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสมของคุณ เพื่อดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเป็นไปตามแผนการรักษา
สัญญาณและอาการของร่างกายที่แสดงออกเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลและอัตราการลดลงของระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด
สัญญาณเตือนเมื่อเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ได้แก่ :
เหงื่อออก
หิวมาก
หัวใจเต้นเร็ว
พูดไม่ชัด
หงุดหงิด
เวียนศีรษะ
เหนื่อย
ตาพร่ามัว
ตัวสั่น
บางครั้งภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ อาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างรุนแรงจนทำให้คุณเป็นลม หมดสติ หรือชักได้
ข้อพึงระวัง: อาการเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเสมอไป ควรตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดทุกครั้งเมื่อรู้สึกไม่สบาย ห้ามเดาเองเด็ดขาด!
หากคุณมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำตอนกลางคืน อาจทำให้มีอาการดังนี้ ร้องไห้ ฝันร้าย หรือเหงื่อออกตอนกลางคืน (สังเกตได้จากผ้าปูที่นอนและ/หรือชุดนอนเปียก) และอาจตื่นขึ้นมาด้วยอาการมึนงงหรือปวดหัว
ระดับน้ำตาลในเลือดอาจลดต่ำลงได้จากพฤติกรรมต่าง ๆ ดังนี้
การอดอาหารบางมื้อหรือรับประทานอาหารไม่เพียงพอ
ออกกำลังกายนานหรือออกกำลังกายหักโหมโดยไม่ได้รับประทานอาหารเพิ่มเติม
ได้รับอินซูลินมากเกินไป
ฉีดอินซูลินในเวลาที่ไม่เหมาะสมเมื่อเทียบกับปริมาณของมื้ออาหาร ของว่าง และวิธีออกกำลังกาย
ระหว่างนอนหลับ ซึ่งเรียกว่า ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำตอนกลางคืน
หลังการออกกำลังกายผ่านไปแล้วหลายชั่วโมง ซึ่งเรียกว่า ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หลังการออกกำลังกาย
หลังจากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะไปลดทอนความสามารถของร่างกายในการรักษาระดับกลูโคสในเลือด ซึ่งอาจทำให้น้ำตาลในเลือดลดต่ำลงอย่างฉับพลันได้ นอกจากนี้ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และใช้สารเสพติด มักก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพด้านอื่น ๆ ได้ด้วย
ปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
ได้แก่ :
การฉีดอินซูลินเข้ากล้ามเนื้อแทนที่จะฉีดเข้าชั้นไขมันใต้ผิวหนัง
การฉีดอินซูลินเข้าไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ใช้บ่อยขณะเล่นกีฬา เช่น การฉีดอินซูลินเข้าที่ต้นขาก่อนการฝึกซ้อมฟุตบอล เป็นต้น
ทั้งนี้ สถานการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นมักเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้
วิธีเดียวที่จะทราบได้อย่างแน่ชัดว่าคุณมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือไม่ คือการตรวจวัดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด แต่หากคุณไม่สามารถตรวจระดับกลูโคสในเลือดได้ในทันที ก็ควรศึกษาเกี่ยวกับวิธีดูแลตนเองหากพบสัญญาณเตือนหรืออาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการแย่ลงจนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานบางรายอาจไม่รู้จักอาการหรือสัญญาณเตือนของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ และรู้จักดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (ดูคำแนะนำด้านล่างเกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ) หากคุณคิดว่าตนเองไม่สามารถรับรู้ถึงอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ ควรแจ้งให้แพทย์หรือทีมผู้ดูแลเบาหวานของคุณทราบ
หากระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดต่ำกว่า 70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร คุณต้องแก้ไขภาวะน้ำตาลต่ำทันที
โดยขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตามมีดังนี้ :
รับประทานน้ำหวาน หรือน้ำตาลทราย หรือน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เช่น น้ำผลไม้ 1 กล่อง หรือน้ำอัดลมสูตรปกติ (ที่ไม่ใช่สูตรไม่มีน้ำตาล) 1/2 - 1 กระป๋อง แล้วพัก 15 นาที หลังจากนั้นจึงตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด
หากระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าหรือเท่ากับ 70 มก./ดล. ให้ตรวจซ้ำอีกครั้งใน 20-30 นาทีเพื่อยืนยันว่าระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ( 70 มก./ดล.)
หากระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดยังคงต่ำกว่า 70 มก./ดล. ให้รับประทานน้ำหวาน หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ตามปริมาณที่แนะนำในข้อที่ 1 อีกครั้ง แล้วพัก 15 นาที และตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ( 70 มก./ดล.) แล้วหรือไม่
หากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกิดขึ้นก่อนมื้ออาหาร (ซึ่งมักเป็นเวลาที่ต้องฉีดอินซูลิน) ควรรักษาภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำก่อน และเมื่อระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดเพิ่มขึ้น 70 มก./ดล. แล้ว ค่อยฉีดอินซูลินตามปกติ หรือลดปริมาณอินซูลินลงตามคำแนะนำของแพทย์ได้ แต่ห้ามเว้นการฉีดอินซูลินโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะหากมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในช่วงเช้าตรู่
หากพบผู้ที่มีอาการชักหรือหมดสติ ไม่แนะนำให้รับประทานอาหาร เพราะอาจทำให้เกิดการสำลักได้ (อาหารที่เข้าไปในทางเดินหายใจอาจทำให้เกิดโรคปอดอักเสบอย่างรุนแรงได้) ให้รีบนำส่งผู้ป่วยไปแผนกฉุกเฉินที่โรงพยาบาลทันที
สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 การเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นเรื่องที่น่ากังวล จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เป็นโรคเบาหวานต้องมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสัญญาณและอาการเตือนของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และควรทราบวิธีปฏิบัติตัว รวมถึงวิธีป้องกันหากเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำด้วย