ข้อมูล T1D

ไอคอน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ

เกี่ยวกับเรา

การจัดการภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

เรียบเรียงโดย: 06.05.2026

นางสาวอัณณ์ปัณณ์ จันทะวัน (Miss Annapann Jantawan)

ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ความรู้โรคเบาหวาน นักกำหนดอาหารวิชาชีพระดับอาวุโส (RD) และนักให้ความรู้โรคเบาหวาน (CDE) โรงพยาบาลวิมุต–เทพธารินทร์

1. น้ำตาลในเลือดต่ำ คืออะไร ?

ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า น้ำตาลในเลือด หมายถึง ปริมาณของน้ำตาลกลูโคสที่อยู่ในกระแสเลือด เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงจนเกินไป จะเรียกว่าภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยอย่างรุนแรงที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาในทันที

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องรักษาระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงหรือต่ำจนเกินไปเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดต่อสุขภาพได้ จึงควรปรึกษาแพทย์ถึงเกณฑ์เป้าหมายในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสมของคุณ เพื่อดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเป็นไปตามแผนการรักษา

2. จะรู้ได้อย่างไรว่ามีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

สัญญาณและอาการของร่างกายที่แสดงออกเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลและอัตราการลดลงของระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด

สัญญาณเตือนเมื่อเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ได้แก่ :

  • เหงื่อออก

  • หิวมาก

  • หัวใจเต้นเร็ว

  • พูดไม่ชัด

  • หงุดหงิด

  • เวียนศีรษะ

  • เหนื่อย

  • ตาพร่ามัว

  • ตัวสั่น

บางครั้งภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ อาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างรุนแรงจนทำให้คุณเป็นลม หมดสติ หรือชักได้

ข้อพึงระวัง: อาการเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเสมอไป ควรตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดทุกครั้งเมื่อรู้สึกไม่สบาย ห้ามเดาเองเด็ดขาด!

หากคุณมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำตอนกลางคืน อาจทำให้มีอาการดังนี้ ร้องไห้ ฝันร้าย หรือเหงื่อออกตอนกลางคืน (สังเกตได้จากผ้าปูที่นอนและ/หรือชุดนอนเปียก) และอาจตื่นขึ้นมาด้วยอาการมึนงงหรือปวดหัว

3. น้ำตาลในเลือดต่ำ เกิดจาก สาเหตุใด ?

ระดับน้ำตาลในเลือดอาจลดต่ำลงได้จากพฤติกรรมต่าง ๆ ดังนี้

  • การอดอาหารบางมื้อหรือรับประทานอาหารไม่เพียงพอ

  • ออกกำลังกายนานหรือออกกำลังกายหักโหมโดยไม่ได้รับประทานอาหารเพิ่มเติม

  • ได้รับอินซูลินมากเกินไป

  • ฉีดอินซูลินในเวลาที่ไม่เหมาะสมเมื่อเทียบกับปริมาณของมื้ออาหาร ของว่าง และวิธีออกกำลังกาย

  • ระหว่างนอนหลับ ซึ่งเรียกว่า ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำตอนกลางคืน

  • หลังการออกกำลังกายผ่านไปแล้วหลายชั่วโมง ซึ่งเรียกว่า ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หลังการออกกำลังกาย

  • หลังจากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะไปลดทอนความสามารถของร่างกายในการรักษาระดับกลูโคสในเลือด ซึ่งอาจทำให้น้ำตาลในเลือดลดต่ำลงอย่างฉับพลันได้ นอกจากนี้ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และใช้สารเสพติด มักก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพด้านอื่น ๆ ได้ด้วย

ปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
ได้แก่ :

  • การฉีดอินซูลินเข้ากล้ามเนื้อแทนที่จะฉีดเข้าชั้นไขมันใต้ผิวหนัง

  • การฉีดอินซูลินเข้าไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ใช้บ่อยขณะเล่นกีฬา เช่น การฉีดอินซูลินเข้าที่ต้นขาก่อนการฝึกซ้อมฟุตบอล เป็นต้น
    ทั้งนี้ สถานการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นมักเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้

4. การตรวจวัดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

วิธีเดียวที่จะทราบได้อย่างแน่ชัดว่าคุณมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือไม่ คือการตรวจวัดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด แต่หากคุณไม่สามารถตรวจระดับกลูโคสในเลือดได้ในทันที ก็ควรศึกษาเกี่ยวกับวิธีดูแลตนเองหากพบสัญญาณเตือนหรืออาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการแย่ลงจนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานบางรายอาจไม่รู้จักอาการหรือสัญญาณเตือนของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ และรู้จักดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (ดูคำแนะนำด้านล่างเกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ) หากคุณคิดว่าตนเองไม่สามารถรับรู้ถึงอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ ควรแจ้งให้แพทย์หรือทีมผู้ดูแลเบาหวานของคุณทราบ

5. วิธีรักษาผู้ที่มีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดต่ำ (น้ำตาลในเลือดต่ำ) ?

หากระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดต่ำกว่า 70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร คุณต้องแก้ไขภาวะน้ำตาลต่ำทันที

โดยขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตามมีดังนี้ :

  1. รับประทานน้ำหวาน หรือน้ำตาลทราย หรือน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เช่น น้ำผลไม้ 1 กล่อง หรือน้ำอัดลมสูตรปกติ (ที่ไม่ใช่สูตรไม่มีน้ำตาล) 1/2 - 1 กระป๋อง แล้วพัก 15 นาที หลังจากนั้นจึงตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด

  2. หากระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าหรือเท่ากับ 70 มก./ดล. ให้ตรวจซ้ำอีกครั้งใน 20-30 นาทีเพื่อยืนยันว่าระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ( 70 มก./ดล.)

  3. หากระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดยังคงต่ำกว่า 70 มก./ดล. ให้รับประทานน้ำหวาน หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ตามปริมาณที่แนะนำในข้อที่ 1 อีกครั้ง แล้วพัก 15 นาที และตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ( 70 มก./ดล.) แล้วหรือไม่

หากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกิดขึ้นก่อนมื้ออาหาร (ซึ่งมักเป็นเวลาที่ต้องฉีดอินซูลิน) ควรรักษาภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำก่อน และเมื่อระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดเพิ่มขึ้น 70 มก./ดล. แล้ว ค่อยฉีดอินซูลินตามปกติ หรือลดปริมาณอินซูลินลงตามคำแนะนำของแพทย์ได้ แต่ห้ามเว้นการฉีดอินซูลินโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะหากมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในช่วงเช้าตรู่

หากพบผู้ที่มีอาการชักหรือหมดสติ ไม่แนะนำให้รับประทานอาหาร เพราะอาจทำให้เกิดการสำลักได้ (อาหารที่เข้าไปในทางเดินหายใจอาจทำให้เกิดโรคปอดอักเสบอย่างรุนแรงได้) ให้รีบนำส่งผู้ป่วยไปแผนกฉุกเฉินที่โรงพยาบาลทันที

6. ประเด็นที่สำคัญ

สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 การเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นเรื่องที่น่ากังวล จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เป็นโรคเบาหวานต้องมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสัญญาณและอาการเตือนของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และควรทราบวิธีปฏิบัติตัว รวมถึงวิธีป้องกันหากเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำด้วย

ทำแบบทดสอบเรื่องภาวะเลือดมีน้ำตาลน้อยกัน !

ไอคอน ข้อสงวนสิทธิ์: