วัยทำงาน เป็นเบาหวาน ให้เพื่อนร่วมงานช่วยดูแลโรคเบาหวานชนิดที่ 1

เรียบเรียงโดย: 30.10.2026

ผู้เขียน

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ และนักให้ความรู้ด้านโรคเบาหวาน โรงพยาบาลวิมุต–เทพธารินทร์

วัยทำงาน เป็นเบาหวาน ให้เพื่อนร่วมงานช่วยดูแลโรคเบาหวานชนิดที่ 1

1. ความมุ่งมั่นจะช่วยให้คุณจัดการโรคเบาหวานและทำงานได้

การก้าวเข้าสู่วัยทำงานพร้อมกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 (T1D) ต้องใช้ทั้งความพยายาม แรงผลักดัน และการวางแผนที่ดี แต่อย่าปล่อยให้งานยุ่งจนละเลยการดูแลตัวเอง เส้นทางสู่อาชีพที่มั่นคงอาจมีความท้าทาย แต่สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้คุณก้าวผ่านไปได้อย่างราบรื่นคือ “เครือข่ายเพื่อนร่วมงานที่เข้าใจ และพร้อมสนับสนุน” บทความนี้จะช่วยแนะนำวิธีบริหารจัดการทั้งเรื่องงาน และเรื่องเบาหวานอย่างเป็นมืออาชีพ โดยเน้นย้ำว่าทำไมการเปิดใจให้เพื่อนร่วมงานรับรู้ และรู้วิธีช่วยเหลือในยามคับขัน จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้คุณทำงานได้อย่างปลอดภัย และประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน 

2. เพื่อนร่วมงาน คือ ทีมสนับสนุนที่สำคัญในยามฉุกเฉิน 

การมีเพื่อนร่วมงานที่เข้าใจโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างสบายใจและปลอดภัยยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญ คือ การสื่อสารให้เพื่อนร่วมงานทราบถึงอาการ วิธีรับมือกับภาวะฉุกเฉิน และจุดที่เก็บอุปกรณ์ต่างๆ  

  • โดยเฉพาะเมื่อเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นเรื่องวิกฤตที่ต้องช่วยทันที คุณอาจมีอาการตัวเย็น เหงื่อออกมาก ใจสั่น มือสั่น พูดจาสับสน หรือดูมึนงง จึงควรบอกให้เพื่อนรู้ถึงอาการเหล่านี้ และจุดเก็บชุดกู้ชีพน้ำตาลต่ำ เช่น น้ำผลไม้กล่อง ลูกอม หรือเจลกลูโคส เพื่อให้เพื่อนช่วยหยิบให้คุณกินได้ในยามฉุกเฉิน และสิ่งสำคัญที่สุด คือ หากคุณหมดสติ ห้ามกรอกน้ำ หรืออาหารเข้าปากเด็ดขาด โดยต้องกำชับให้เพื่อนรีบโทรแจ้งเหตุฉุกเฉิน 1669 หรือนำส่งโรงพยาบาลทันที 

  • ในทางกลับกันหากเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง คุณควรบอกให้เพื่อนรู้ถึงอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เช่น อาการอ่อนเพลียมาก กระหายน้ำ และปัสสาวะบ่อย คลื่นไส้อาเจียน และควรบอกให้เพื่อนรู้ถึงตำแหน่งเก็บอุปกรณ์ตรวจน้ำตาลในเลือด และยาอินซูลินให้ชัดเจน เพื่อให้เพื่อนช่วยหยิบอุปกรณ์มาใช้ได้ทันเวลา 

  • นอกจากนี้การชวนเพื่อนร่วมงานที่สนิทมาเรียนรู้วิธีเจาะน้ำตาลปลายนิ้วเบื้องต้น หรือวิธีดูค่าจากเครื่องวัดน้ำตาลต่อเนื่องก็เป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะเผื่อในเวลาที่คุณเริ่มเบลอจนตรวจเองไม่ไหว เพื่อนจะได้รับรู้ ช่วยหยิบกระเป๋าอุปกรณ์ และช่วยเช็กระดับน้ำตาลให้คุณได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว 

3. เตรียมตัวให้พร้อม สร้างบรรยากาศแห่งกำลังใจ

การทำงานในแต่ละวันอาจมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ การเตรียมพร้อมล่วงหน้าจึงสำคัญมาก แนะนำให้เก็บขนมหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลไว้ประจำที่โต๊ะทำงาน หรือพื้นที่ส่วนกลาง หากวันไหนมีประชุมยาวนาน ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดก่อนเข้าประชุม เพื่อประเมินว่าต้องพกของว่างเข้าไปด้วยหรือไม่ นอกจากนี้ ควรแจ้งเพื่อนร่วมงาน หรือประธานในที่ประชุมล่วงหน้าว่า คุณอาจจำเป็นต้องทานของว่าง หรือตรวจน้ำตาลระหว่างประชุม เพื่อนร่วมงานที่เข้าใจจะคอยเป็นหูเป็นตา และสามารถช่วยเตือน หรือสนับสนุนเมื่อเห็นคุณเริ่มมีอาการผิดปกติ 

4. รู้สิทธิของตนเอง และการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา 

อย่ารู้สึกแย่ หรืออายที่เป็นเบาหวานในวัยทำงาน ในฐานะผู้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 คุณมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการดูแลสุขภาพตนเองในที่ทำงาน ซึ่งรวมถึงการขอพักเบรกเพื่อตรวจน้ำตาล การขอไปห้องน้ำ (เนื่องจากน้ำตาลสูงอาจทำให้ปัสสาวะบ่อย) หรือการฉีดอินซูลินก่อนมื้ออาหาร หากโรงอาหารของบริษัทมีตัวเลือกอาหารจำกัด คุณสามารถพูดคุยกับฝ่ายบุคคล หรือหัวหน้างานเพื่อขอคำแนะนำ การฉีดอินซูลินหรือเจาะเลือดในที่ทำงานเป็นสิ่งจำเป็นทางการแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ หากพบการกลั่นแกล้ง หรือทำให้คุณอับอาย ควรแจ้งฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ทั้งนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายในทางปฏิบัติ การให้ความรู้หรือการนำข้อมูลสั้นๆ เกี่ยวกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 แก่เพื่อนร่วมงาน จะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดอคติลงได้ 

5. พลังใจจากคนรอบข้าง สู่ความสำเร็จในชีวิตการทำงาน 

สภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นมิตรและเข้าใจ จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีความสุข และควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้น เมื่อเพื่อนร่วมงานให้เกียรติและพร้อมช่วยเหลือ คุณจะมีพลังในการสร้างสรรค์ผลงาน คุณสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างองค์กรที่น่าอยู่ได้ด้วยการแบ่งปันเรื่องราว และการดูแลตัวเองให้เพื่อนๆ ฟัง เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ก็มีศักยภาพ และแข็งแกร่งไม่แพ้ใคร การเปิดใจให้คนรอบข้างช่วยเหลือเมื่อจำเป็น ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นประสบการณ์ร่วมกันที่จะช่วยให้คุณเติบโตทั้งเรื่องงาน และเรื่องการบริหารจัดการชีวิตได้อย่างยั่งยืน 

แชร์
Facebook Telegram

สำรวจบทความอื่นๆ