ข้อมูล T1D
ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
เบาหวานลงไต ภาวะแทรกซ้อนในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1
เรียบเรียงโดย: 05.02.2026
ภาวะเบาหวานลงไต (Diabetic Nephropathy) เกิดจากการที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังร่วมกับความดันโลหิตสูง ซึ่งส่งผลเสียโดยตรงต่อหลอดเลือดเล็ก ๆ บริเวณ "หน่วยกรองของเสียในไต" จนเกิดความเสียหาย ไตจะไม่สามารถขับน้ำส่วนเกินและสารพิษออกจากร่างกายได้ตามปกติ และอาจมีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ โดยระยะแรกมักไม่มีอาการแสดงชัดเจน แต่ประสิทธิภาพการทำงานของไตจะค่อย ๆ เสื่อมลง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะ "ไตวาย" ซึ่งเป็นระยะที่ไตไม่สามารถทำงานได้เองและจำเป็นต้องได้รับการฟอกไตในที่สุด
เนื่องจากระยะเริ่มต้นภาวะเบาหวานลงไตมักไม่แสดงอาการ เพราะฉะนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อคัดกรองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยการตรวจคัดกรองเบาหวานลงไตทำได้โดยการวัดระดับแอลบูมิน (Albumin) ในปัสสาวะ และระดับครีแอทินิน (Creatinine) ในเลือดเพื่อประเมินสุขภาพของไต หากตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้วินิจฉัยและวางแผนการรักษาได้ทันท่วงที ซึ่งในระยะเริ่มต้นนี้ยังหากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง จะช่วยชะลอความเสื่อมของไตได้ หรือในบางรายอาจทำให้การทำงานของไตดีขึ้น
อย่างไรก็ตามหากไม่มีการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ จนโรคเข้าสู่ระยะที่รุนแรงขึ้น อาจสังเกตเห็นอาการผิดปกติได้ดังนี้
– มีอาการบวมตามเท้า ข้อเท้า และมือ
– ปัสสาวะมีเลือดปน หรือมีลักษณะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะเป็นฟองมาก
– รู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หายใจไม่อิ่ม
– รู้สึกไม่สบายตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ
หมายเหตุ: อาการเหล่านี้อาจเกิดจากโรคอื่นได้เช่นกัน หากพบความผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
– ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมายที่แพทย์กำหนดไว้
– ควบคุมความดันเลือดไม่ให้สูงเกินไป เพื่อลดแรงดันภายในหน่วยกรองไต
– รับประทานอาหารที่ดี และมีประโยชน์ต่อสุขภาพตามแนวทางที่ได้รับจากแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร
– พยายามออกกำลังกายให้ได้วันละ 30 นาที
นอกจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงที่เป็นปัจจัยหลักต่อภาวะเบาหวานลงไตแล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเบาหวานลงไตมากขึ้นได้เช่นกัน ได้แก่
การสูบบุหรี่: โดยสารพิษในบุหรี่สามารถทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกาย ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงของภาวะเบาหวานลงไตแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดมะเร็งปอด ความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจอีกด้วย
ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์: การขาดยา ใช้ยาไม่สม่ำเสมอ หรือไม่ควบคุมอาหาร ทำให้ระดับน้ำตาลแกว่งและควบคุมโรคไม่ได้ จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะเบาหวานลงไต หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ มากขึ้น
อาหารที่มีรสเค็มจัด หรือมีโซเดียมสูง: ซึ่งจะส่งกระทบต่อการทำงานของไตโดยตรง
การมีน้ำหนักเกินและการขาดการออกกำลังกาย: ภาวะน้ำหนักเกินทำให้คุมเบาหวานได้ยากขึ้น
พันธุกรรม: ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวสายตรงเป็นโรคไต จะมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ
จากการศึกษาพบว่า 30-40% ของผู้ป่วยเบาหวานอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ในช่วง 10-30 ปี ดังนั้นการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ภาวะเบาหวานลงไตนับเป็นอาการแทรกซ้อนที่น่ากังวลอย่างยิ่ง แต่สามารถป้องกันและจัดการได้ การดูแลสุขภาพไม่ใช่แค่การคุมน้ำตาลเท่านั้น แต่คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
โดยวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับภาวะเบาหวานลงไต คือการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นแต่แรก เช่น การรับประทานอาหารที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และใช้ยาตามคำสั่งแพทย์ จะช่วยให้ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 มีคุณภาพชีวิตที่ดีและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ